วันเสาร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2567

เตือนภัย! เพลี้ยไฟบุกสวนมังคุด

 


เตือนภัย! เพลี้ยไฟบุกสวนมังคุด

สวัสดีครับ ‍

วันนี้ผมมีเรื่องสำคัญมาแจ้งให้เกษตรกรผู้ปลูกมังคุดทราบครับ ❗️

จากข้อมูลของกรมวิชาการเกษตร มังคุดของเรากำลังเผชิญกับภัยคุกคามจาก "เพลี้ยไฟ" ศัตรูตัวร้ายที่คอยดูดกินน้ำเลี้ยง ทำให้ยอดอ่อน ดอกอ่อน และผลอ่อนเสียหาย ส่งผลต่อผลผลิตและรายได้ของเกษตรกรอย่างมาก

ลักษณะและอาการ:

  • เพลี้ยไฟเป็นแมลงตัวเล็ก สีเหลืองอ่อน
  • ชอบดูดกินน้ำเลี้ยงจากยอดอ่อน ดอกอ่อน และผลอ่อน
  • ทำให้ยอด ผิวของผลเป็นขี้กลาก หรือผิวลาย มียางไหลและอาจทำให้ผลร่วงได้
  • ระบาดหนักในช่วงที่มังคุดเริ่มแตกใบอ่อน จนถึงระยะออกดอกและติดผลอ่อน
  • มักพบมากในสภาพอากาศร้อนและแห้งแล้ง ☀️

แนวทางป้องกันและแก้ไข: ️

1. สำรวจสวนมังคุดอย่างสม่ำเสมอ ️‍♂️

  • ตรวจดูยอดอ่อน ดอกอ่อน และผลอ่อน ว่ามีร่องรอยของเพลี้ยไฟหรือไม่
  • ควรสำรวจอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง

2. อนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติ

  • เพลี้ยไฟตัวน้ำ และด้วงเต้าตัวน้ำ เป็นศัตรูธรรมชาติของเพลี้ยไฟ
  • เกษตรกรควรส่งเสริมและอนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติเหล่านี้

3. ใช้กับดักกาวเหนียว

  • ติดตั้งกับดักกาวเหนียวสีเหลืองขนาดใหญ่ในสวนมังคุด
  • ควรติดตั้งตั้งแต่มังคุดเริ่มแตกใบอ่อน
  • ใช้กับดักกาว 4 แผ่นต่อต้น

4. พ่นน้ำ

  • ในกรณีที่พบการระบาดไม่รุนแรง
  • พ่นน้ำเปล่าเพื่อให้เกิดความขึ้นในทรงพุ่ม หรือพ่นน้ำ ในระยะออกดอกจนกระทั่งถึงติดผลอ่อนทุก 2-3 วัน

5. พ่นสารเคมีกำจัดแมลง ☠️

  • ในกรณีที่พบการระบาดรุนแรง
  • ควรเลือกใช้สารเคมีที่ปลอดภัยต่อผู้ใช้ สิ่งแวดล้อม และศัตรูธรรมชาติ
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำบนฉลากอย่างเคร่งครัด

สารเคมีที่แนะนำ:

  • คาร์โบซัลแฟน 20% อีจี อัตรา 50 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร
  • อิมิดาโคลพริด10% เอสแอล อัตรา 10 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร
  • ฟิโปรนิล 5% เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร
  • ไซเพอร์เมทริน 6.25% โฟซาโลน 22.5% อีจี อัตรา 40 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร

หมายเหตุ: ⚠️

  • การพ่นสารเคมีกำจัดแมลงควรพ่นให้ทั่วถึงทั้งลำต้น
  • มิเช่นนั้น แมลงจะเคลื่อนย้ายหลบซ่อนไปยังบริเวณที่พ่นไม่ถึง
  • เกษตรกรควรคำนึงถึงการปรับละอองฝอยหัวฉีด และระยะเวลา การพ่นด้วย

แหล่งข้อมูล:

  • กรมวิชาการเกษตร (https://www.doa.go.th/)
  • กองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย กรมส่งเสริมการเกษตร

ติดต่อสอบถาม:

  • กลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดชลบุรี
  • โทร: 038-271697

ฝากถึงเกษตรกรทุกท่าน:

  • หมั่นสังเกตความผิดปกติในสวนมังคุด

แมลงหวี่ขาวยาสูบ ศัตรูร้ายของกะเพรา โหระพา แมงลัก




 

แมลงหวี่ขาวยาสูบ ศัตรูร้ายของกะเพรา โหระพา แมงลัก

สวัสดีครับ

ช่วงนี้หลายท่านคงปลูกกะเพรา โหระพา แมงลัก ไว้ทานกันที่บ้านใช่ไหมครับ? แต่รู้หรือไม่ครับว่า พืชเหล่านี้มีศัตรูตัวร้ายที่คอยดูดกินน้ำเลี้ยงและแพร่โรคอยู่ นั่นก็คือ แมลงหวี่ขาวยาสูบ นั่นเอง

แมลงหวี่ขาวยาสูบ เป็นแมลงศัตรูพืชขนาดเล็ก ลำตัวสีเหลือง ปีกสีขาว ชอบดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบพืช มักพบเกาะอยู่ใต้ใบ มักพบมากในช่วงที่มีอากาศร้อนชื้น ️

วงจรชีวิตของแมลงหวี่ขาวยาสูบ ประกอบไปด้วย 4 ระยะ ดังนี้

  1. ระยะไข่: ใช้เวลาประมาณ 3-7 วัน ไข่มีสีเหลืองอ่อน วางเป็นกลุ่มใต้ใบพืช
  2. ระยะตัวอ่อน: ใช้เวลาประมาณ 11-18 วัน ตัวอ่อนมีสีเหลืองอ่อน ลอกคราบ 3 ครั้ง
  3. ระยะดักแด้: ใช้เวลาประมาณ 5-7 วัน ดักแด้มีสีเหลืองอ่อน ห่อหุ้มด้วยใยสีขาว 蛹
  4. ระยะตัวเต็มวัย: มีอายุประมาณ 2-11 วัน ตัวเต็มวัยมีปีกสีขาว ลำตัวสีเหลืองอ่อน บินได้

แมลงหวี่ขาวยาสูบ เป็นพาหะนำโรคไวรัสต่างเหลืองในพืช ทำให้ใบพืชเหลืองซีด ใบหงิกงอ ผลผลิตเสียหาย

วิธีป้องกันและกำจัดแมลงหวี่ขาวยาสูบ

  1. หมั่นสำรวจแปลงปลูก สังเกตความผิดปกติของใบพืช
  2. ใช้กับดักแมลง เช่น กับดักเหนียวสีเหลือง 🟨 ล่อแมลงหวี่ขาวยาสูบมาติด
  3. ปลูกพืชสมุนไพร เช่น ตะไคร้ ใบสะระแหน่ โหระพา ช่วยไล่แมลง
  4. ใช้สารฆ่าแมลง กรณีพบการระบาดรุนแรง ☠️ เลือกใช้สารเคมีที่ปลอดภัยต่อผู้ใช้ สิ่งแวดล้อม และแมลงศัตรูธรรมชาติ

แหล่งข้อมูล

  • กรมวิชาการเกษตร https://www.doa.go.th/
  • สำนักงานเกษตรจังหวัดชลบุรี [URL ที่ไม่ถูกต้องถูกนำออกแล้ว]

อย่าลืมดูแลแปลงปลูกกะเพรา โหระพา แมงลัก ของท่านให้ปลอดภัยจากแมลงหวี่ขาวยาสูบนะครับ!

#แมลงหวี่ขาวยาสูบ #กะเพรา #โหระพา #แมงลัก #เกษตร #เกษตรอินทรีย์ #ศัตรูพืช

เตือนภัย! หนอนเจาะฝัก ถั่วฝักยาว

 



เตือนภัย! หนอนเจาะฝัก ถั่วฝักยาว

เกษตรกรผู้ปลูกถั่วฝักยาว ‍♀️‍♂️ ทุกท่าน ระวังหนอนเจาะฝักถั่วลายจุด กำลังระบาดหนักในช่วงนี้ ️️️

ลักษณะอาการ

  • สภาพอากาศฝนตกชุก ️️️ เหมาะแก่การเจริญเติบโตของหนอน
  • หนอนจะเจาะเข้าไปกัดกินภายในดอกอ่อน ทำให้ดอกร่วง
  • เมื่อหนอนโตขึ้นจะเจาะเข้าไปกัดกินภายในฝัก ทำให้ฝักและเมล็ดลีบ

แนวทางป้องกัน/แก้ไข

ก่อนปลูก

  1. ไถพรวนตากดิน ☀️☀️☀️ เพื่อกำจัดดักแด้ที่อาจหลงเหลืออยู่ในแปลงปลูก

ระหว่างปลูก

  1. วิธีกล: เก็บไข่และตัวหนอน ทำลายทิ้ง
  2. สารชีวภัณฑ์: ปล่อยแมลงศัตรูธรรมชาติ เช่น มวนเพชฌฆาต, มวนพิฆาต, แมลงหางหนีบ
  3. สารเคมี: ใช้สารฆ่าแมลงที่มีประสิทธิภาพ เช่น เบตา ไซฟลูทริน 25% BC อัตรา 20-30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 30 ลิตร หรือ เคสทาเมทริน 3% BC อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร
  4. เชื้อรากำจัดแมลง: เช่น เชื้อราบิวเวอเรีย 1 กก.ต่อน้ำ 20 ลิตร กรองเอาเฉพาะน้ำไปฉีดพ่นในช่วงเย็น

แหล่งข้อมูล

  • กรมวิชาการเกษตร (https://www.doa.go.th/)
  • สำนักงานเกษตรจังหวัดชลบุรี

หมายเหตุ

  • ควรอ่านฉลากก่อนใช้สารเคมีทุกครั้ง
  • สวมใส่ชุดป้องกันร่างกายเมื่อใช้สารเคมี
  • เก็บสารเคมีให้พ้นมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

ฝากถึงเกษตรกรทุกท่าน ‍‍

  • หมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ
  • พบเห็นหนอน รีบดำเนินการป้องกัน/แก้ไขโดยทันที
  • ปลูกพืชหลากหลายชนิด เพื่อลดโอกาสการระบาดของศัตรูพืช
  • รักษาสมดุลทางธรรมชาติ

ขอให้เกษตรกรทุกท่านปลูกถั่วฝักยาวได้ผลผลิตดี ปลอดภัยจากหนอนเจาะฝักถั่วลายจุดครับ

#หนอนเจาะฝักถั่วลายจุด #ถั่วฝักยาว #ศัตรูพืช #เกษตรไทย #กรมวิชาการเกษตร

ระวังภัย! หนอนเจาะฝักถั่วฝักยาว


 

ระวังภัย! หนอนเจาะฝักถั่วฝักยาว

สวัสดีครับเกษตรกรทุกท่าน ️ ช่วงนี้ฝนตกชุก อากาศเหมาะแก่การเจริญเติบโตของพืช แต่ก็เป็นโอกาสเหมาะแก่การระบาดของหนอนเจาะฝักถั่วฝักยาวเช่นกัน วันนี้ผมจึงมาแจ้งเตือนและแนะนำวิธีการป้องกันกำจัดหนอนเจาะฝักถั่วฝักยาวครับ

สาเหตุ: หนอนเจาะฝักถั่วฝักยาวเกิดจาก หนอนเจาะฝักถั่วลายจุด (bean pod borer)

ลักษณะอาการ:

  • ในระยะแรก หนอนจะเจาะเข้าไปกัดกินภายในดอกอ่อน ทำให้ดอกร่วง
  • เมื่อหนอนโตขึ้นจะเจาะเข้าไปกัดกินภายในฝัก ส่วนที่เป็นเมล็ดอ่อน ทำให้ฝักและเมล็ดลีบ

วิธีป้องกัน/แก้ไข:

1. วิธีกล:

  • ก่อนปลูกพืช 2 สัปดาห์ ควรไถพรวนและตากดินเพื่อกำจัดดักแด้ที่อาจหลงเหลืออยู่ในแปลงปลูก
  • เก็บฝักที่ถูกทำลายโดยหนอนทิ้ง
  • ใช้กับดักฟีโรโมนล่อหนอนตัวผู้มาติดเพื่อลดจำนวนประชากรหนอน

2. สารชีวภัณฑ์:

  • ปล่อยแมลงศัตรูธรรมชาติ เช่น มวนเพชฌฆาต มวนพิฆาต แมลงหางหนีบ
  • ใช้เชื้อรากำจัดแมลง เช่น เชื้อราบิวเวอเรีย

3. การใช้สารเคมี:

  • ใช้สารฆ่าแมลงที่มีประสิทธิภาพป้องกันกำจัด เช่น เบตา ไซฟลูทริน 25% BC หรือ เคสทาเมทริน 3% BC

แหล่งข้อมูล:

  • กรมวิชาการเกษตร (https://www.doa.go.th/)
  • กลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดชลบุรี

หมายเหตุ:

  • ควรอ่านฉลากก่อนใช้สารเคมี
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำบนฉลากอย่างเคร่งครัด
  • สวมใส่ชุดป้องกันร่างกายเมื่อใช้สารเคมี

หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรทุกท่านนะครับ

#หนอนเจาะฝักถั่วฝักยาว #ถั่วฝักยาว #ภัยร้ายพืช #เกษตร #เกษตรไทย

โรคโคนเน่า หัวเน่า มันสำปะหลัง : อันตรายร้ายแรง คุกคามผลผลิต !


 

โรคโคนเน่า หัวเน่า มันสำปะหลัง : อันตรายร้ายแรง คุกคามผลผลิต !

สวัสดีครับ เพื่อน ๆ ชาวเกษตรกรมันสำปะหลัง ‍ วันนี้ผมมีเรื่องสำคัญมาแจ้งให้ทราบ เกี่ยวกับโรคโคนเน่า หัวเน่า ในมันสำปะหลัง โรคนี้พบได้บ่อยในช่วงฤดูฝน และสร้างความเสียหายให้กับผลผลิตได้อย่างมาก

สาเหตุ: เชื้อราไฟทอปเทคร่า (Phytophthora melonis)

ลักษณะอาการ:

  • ใบมันสำปะหลังเหลือง เหี่ยว และร่วง
  • โคนต้นเน่าเป็นสีน้ำตาลหรือดำ 🟤
  • บางพันธุ์ พบอาการโคนต้นบริเวณคอดินแตก 裂
  • เมื่อขุดดู พบหัวมันสำปะหลังเน่า ฝาดูภายในเป็นสีน้ำตาล 🟤
  • หากอาการรุนแรง จะไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้

แนวทางป้องกัน/แก้ไข: ️

  • พื้นที่ปลูกเป็นดินดาน: ⛏️ ไถระเบิดชั้นดินดานและตากดินไว้ อย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนปลูก
  • แปลงปลูก: ยกร่อง เพื่อไม่ให้น้ำท่วมขัง
  • คัดเลือกท่อนพันธุ์: จากแหล่งที่ไม่มีการระบาดของโรค
  • ก่อนปลูก: แช่ท่อนพันธุ์ด้วยสารเมทาแลกซิล 25% WP อัตรา 20-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ฟอสซีทิล อะลูมิเนียม 80% WP อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ⏱️
  • จัดระยะปลูก: ให้เหมาะสม เพื่อให้ทรงพุ่มโปร่ง ️
  • หมั่นตรวจแปลงปลูก: อย่างสม่ำเสมอ เมื่อพบต้นที่แสดงอาการของโรค ถอนนำไปทำลายนอกแปลงปลูก
  • โรยปูนขาว: หรือราดด้วยสาร เมทาแลกซิล 25% WP อัตรา 20- 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ฟอสซีทิล อะลูมิเนียม 80% WP อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร บริเวณที่ถอนและโดยรอบห่างออกไปประมาณ 1 เมตร
  • หลังเก็บเกี่ยวผลผลิต: เก็บเศษเหง้า และเศษซากมันสำปะหลังไปทำลายนอกแปลงปลูก
  • ทำความสะอาดเครื่องจักรกลการเกษตร: ที่ใช้ในแปลงที่เป็นโรค ⚙️
  • แปลงที่มีการระบาดของโรครุนแรง: ควรปลูกพืชชนิดอื่นหมุนเวียน เช่น อ้อย ข้าวโพด หรือพืชตระกูลถั่ว

ในกรณีที่พบการระบาดของโรครุนแรง ควรปฏิบัติดังนี้: ⚠️

  • พื้นที่ที่พบต้น: แสดงอาการของโรคมากกว่าร้อยละ 50 ควรไถทิ้ง เก็บเศษซากนำไปทำลายนอกแปลงปลูก แล้วตากดิน

  • พื้นที่ที่พบต้น: แสดงอาการของโรค ร้อยละ 30-50

  • มันสำปะหลังอายุ 1-3 เดือน: ควรไถทิ้ง เก็บเศษซากนำไปทำลายนอกแปลงปลูก แล้วตากดิน

  • มันสำปะหลังอายุ 4-7 เดือน: หว่านปูนขาวให้ทั่วแปลง และควรเร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตทันที

  • มันสำปะหลังอายุ 8 เดือนขึ้นไป: ควรเร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตทันที

แหล่งข้อมูล:

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม:

  • กลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดชลบุรี
  • โทร. 0 3827 1697

เตือนภัย! หนอนเจาะลำต้นข้าวโพดระบาดหนัก



เตือนภัย! หนอนเจาะลำต้นข้าวโพดระบาดหนัก

สวัสดีครับ เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดหวานและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทุกท่าน วันนี้ผมมีข้อมูลสำคัญมาแจ้งให้ทราบเกี่ยวกับการระบาดของ "หนอนเจาะลำต้นข้าวโพด" ที่กำลังสร้างความเสียหายอย่างหนักแก่ผลผลิต

สาเหตุ:

  • เกิดจาก "หนอนเจาะลำต้นข้าวโพด" (Corn stern borer)

ลักษณะอาการ:

  • ในระยะออกดอก หนอนจะเจาะเข้าไปกัดกินส่วนยอดที่ม้วนอยู่ ทำให้ช่อดอกไม่สามารถคลี่บาน ผลผลิตไม่มีเมล็ด หรือมีเมล็ดไม่เต็มฝัก
  • ในระยะติดฝัก หนอนจะเจาะเข้าทำลายที่ก้านฝักหรือโคนฝัก หากการระบาดรุนแรง หนอนจะเจาะเข้ากินแกนกลางฝักและเมล็ดด้วย

สภาพอากาศที่เหมาะต่อการระบาด:

  • อากาศร้อน มีฝนตก ️ และฝนตกหนักในบางพื้นที่

แนวทางป้องกัน/แก้ไข:

  1. พ่นสารฆ่าแมลง:
    • คลอร์ฟลูอาชูรอน 5% EC อัตรา 25 มล./น้ำ 20 ลิตร
    • ฟิโพรนิล 5% SC อัตรา 20 มล./น้ำ 20 ลิตร
    • เทฟลูเบนซูรอน 5% EC อัตรา 25 มล./น้ำ 20 ลิตร
    • ไดรฟลูมูรอน 25% WP อัตรา 30 กรัม/น้ำ 20 ลิตร
    • เคลทาเมทริน 3% EC อัตรา 10 มล./น้ำ 20 ลิตร
    • ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์: พ่นเมื่อพบหนอน 2 ตัวต่อต้น
    • ข้าวโพดหวาน: พ่นเมื่อพบหนอนมากกว่า 50 ตัวจากข้าวโพด 100 ต้น หรือ รูเจาะ 50 รู จากข้าวโพด 100 ต้น
  2. อนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติ:
    • แตนเบียนไข่ (Trichogramma spp.) อัตรา 30,000 ตัว/ไร่ ปล่อย 3 ครั้ง
    • แมลงหางหนีบ อัตรา 100-2,000 ตัว/ไร่ ปล่อย 2-3 ครั้ง
    • แมลงช้างปีกโส ระยะตัวอ่อน อัตรา 1,000 - 2,000 ตัว/ไร่ ทุก 7 วัน

แหล่งข้อมูล:

  • กรมวิชาการเกษตร (https://www.doa.go.th/)
  • เรียบเรียงโดย กลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดชลบุรี

หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สอบถามได้ที่:

  • อารักขาพืช ชลบุรี
  • 68/5 ม.2 ต.บ้านสวน อ.เมืองชลบุรี จ.ชลบุรี
  • 0 3827 1697

#ข้าวโพด #หนอนเจาะลำต้น #ศัตรูพืช #การเกษตร #เตือนภัย #เกษตรกร

หมายเหตุ:

  • ข้อมูลในโพสต์นี้เป็นข้อมูลทั่วไป เกษตรกรควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจใช้สารเคมี
  • โพสต์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลแก่เกษตรกร ไม่ได้มีเจตนารมณ์ในการโฆษณาสินค้าใดๆ
 

โรคตายพรายในกล้วย: ภัยร้ายที่เกษตรกรควรรู้จัก ☠️


 

โรคตายพรายในกล้วย: ภัยร้ายที่เกษตรกรควรรู้จัก ☠️

สวัสดีครับพี่ๆ เกษตรกรวันนี้ผมมีเรื่องสำคัญมาแจ้งให้ทราบเกี่ยวกับโรคตายพรายในกล้วย โรคนี้ถือเป็นภัยร้ายแรงที่สามารถสร้างความเสียหายให้กับสวนกล้วยของเราได้อย่างมาก

สาเหตุ: โรคตายพรายในกล้วยเกิดจากเชื้อรา Fusarium oxysporum f.sp. cubense เชื้อราชนิดนี้จะเข้าทำลายรากของกล้วยและเจริญเติบโตเข้าสู่ระบบท่อน้ำของต้นกล้วย ทำให้ต้นกล้วยได้รับน้ำและสารอาหารไม่เพียงพอ

อาการ:

  • ใบกล้วยที่อยู่รอบนอกหรือใบแก่จะเริ่มแสดงอาการเหลืองจากขอบใบและลุกลามเข้ากลางใบ
  • ก้านใบจะหักพับตรงรอยต่อกับลำต้นเทียม
  • ใบกล้วยจะทยอยหักพับจากใบด้านนอกเข้าสู่ใบด้านใน
  • ระยะแรกใบยอดยังเขียวตั้งตรง แต่ต่อมาจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและเหี่ยวแห้ง
  • เมื่อตัดลำต้นเทียมตามขวางหรือตามยาว จะพบเนื้อเยื่อภายในลำต้นเทียมเน่าเป็นสีน้ำตาล
  • เนื้อเยื่อในเหง้าจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล
  • ต้นกล้วยจะชะงักการเจริญเติบโตและตายในที่สุด

วิธีป้องกันและแก้ไข:

  • เลือกปลูกกล้วยในพื้นที่ใหม่: ควรเลือกแปลงปลูกที่ไม่เคยพบโรคนี้มาก่อน
  • เลือกหน่อพันธุ์ที่ปลอดโรค: เลือกหน่อกล้วยจากแหล่งปลูกที่ไม่เคยมีการระบาดของโรคนี้ หรือไม่นำหน่อพันธุ์จากกอที่เป็นโรคไปปลูก และใช้หน่อพันธุ์ที่ไม่มีร่องรอยการติดเชื้อ
  • ปรับสภาพดิน: ปรับสภาพดินไม่ให้เป็นกรดจัดโดยใส่ปูนขาว หรือโดโลไมท์
  • จัดการระบบน้ำ: แปลงปลูกควรมีการระบายน้ำที่ดี ควรระมัดระวังการให้น้ำ ไม่ให้น้ำไหลผ่านจากต้นที่เป็นโรคไปต้นปกติ
  • กำจัดต้นที่เป็นโรค: เมื่อพบกล้วยแสดงอาการของโรค ให้ขุดต้นที่เป็นโรคนำไปทำลายนอกแปลงปลูก
  • ทำความสะอาดอุปกรณ์: อุปกรณ์การเกษตร เมื่อใช้กับต้นที่เป็นโรค ควรทำความสะอาดก่อนนำไปใช้ใหม่
  • ปลูกพืชหมุนเวียน: ในแปลงที่มีการระบาดของโรค ควรเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นหมุนเวียน

แหล่งข้อมูล:

  • กรมวิชาการ https://www.doa.go.th/
  • สำนักงานเกษตรจังหวัดชลบุรี [URL ที่ไม่ถูกต้องถูกนำออกแล้ว]

ฝากถึงพี่ๆ เกษตรกรทุกท่าน:

โรคตายพรายในกล้วยเป็นโรคที่ร้ายแรงและป้องกันได้ยาก สิ่งสำคัญคือเราต้องหมั่นตรวจสวนกล้วยของเราอย่างสม่ำเสมอ และเมื่อพบต้นกล้วยที่แสดงอาการของโรค ให้รีบดำเนินการกำจัดตามวิธีที่แนะนำ หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ‍

#กล้วย #โรคตายพราย #เกษตรไทย #ปลอดภัยไร้สารเคมี #FBK #DOA #สำนักงานเกษตรจังหวัดชลบุรี

แมลงวันทองในพริก ️

 

แมลงวันทองในพริก ️

สวัสดีครับ ‍ วันนี้ผมมีเรื่องราวเกี่ยวกับศัตรูพืชตัวสำคัญในสวนพริกมาฝากทุกคนครับ นั่นก็คือ แมลงวันทองในพริก

ลักษณะอาการ

  • พริกที่ถูกแมลงวันทองเข้าทำลายจะมีรอยแผลเล็กๆ บนผิว
  • ภายในผลพริกจะมีหนอนสีขาวชอนไช
  • ผลพริกจะเน่าเสียและร่วงหล่น

วงจรชีวิต ➡️➡️

  • แมลงวันทองตัวเต็มวัยเพศเมียจะวางไข่บนผลพริก
  • ไข่จะฟักเป็นหนอน
  • หนอนจะชอนไชกินเนื้อในของผลพริก
  • เมื่อหนอนโตเต็มที่จะเจาะรูออกมาจากผลพริกเพื่อเข้าดักแด้ในดิน
  • ดักแด้จะเจริญเติบโตเป็นตัวเต็มวัย

แนวทางป้องกันกำจัด

  • เก็บพริกที่ร่วงหล่นและเผาทำลาย
  • ใช้กับดักแมลงวันทอง
  • ใช้สารฆ่าแมลง
  • ใช้สารชีวภัณฑ์

แหล่งข้อมูล

  • กรมวิชาการเกษตร (https://www.doa.go.th/)
  • สำนักงานเกษตรจังหวัดชลบุรี

บทความนี้หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรทุกท่านนะครับ ‍ หากมีข้อสงสัยหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อกรมวิชาการเกษตรหรือสำนักงานเกษตรจังหวัดในพื้นที่ได้เลยครับ

#แมลงวันทอง #พริก #ศัตรูพืช #เกษตร #เกษตรกร

เพิ่มเติม

  • ในบทความนี้ ผมได้ใส่ emoji ️ เข้าไปในเนื้อหาเพื่อช่วยให้เข้าใจง่ายและสื่ออารมณ์ได้ดีขึ้น
  • ผมได้สรุปเนื้อหาจากภาพให้กระชับและเข้าใจง่าย
  • ผมได้ใช้ภาษาที่สุภาพและเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย
  • ผมได้ใส่แหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือไว้ท้ายบทความ

หวังว่าโพสต์นี้จะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรทุกท่านนะครับ

แมลงวันทองพริกรบกวนชาวสวนพริก ️



 

แมลงวันทองพริกรบกวนชาวสวนพริก ️

สวัสดีครับ ‍

ช่วงนี้สภาพอากาศร้อน มีฝนตกและฝนตกหนักบางพื้นที่ ️ อากาศแบบนี้เหมาะกับการระบาดของแมลงวันทองพริก

แมลงวันทองพริก เป็นศัตรูพืชสำคัญของพริก ️ ตัวเต็มวัยจะวางไข่ในพริก หนอนที่ฟักออกมากัดกินชอนไชอยู่ภายในผล ทำให้ผลพริกเน่า ร่วงหล่น

อาการของพริกที่ถูกแมลงวันทองพริกทำลาย

  • ผลพริกมีรอยจุดสีดำหรือสีน้ำตาล 🟤
  • ผลพริกเน่า
  • ผลพริกร่วงหล่น
  • พบหนอน หรือรูของหนอน ️ อยู่ภายในผล

แนวทางป้องกัน/แก้ไข

  • เก็บพริกที่ร่วงหล่นเผาทำลาย เพื่อลดแหล่งเพาะพันธุ์ของแมลงวันทองพริก
  • ใช้น้ำมันปิโตรเลียมสเปรย์ออยล์ ️ 83.9% EC อัตรา 60 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร เน้นพ่นที่ผลพริกทุก 5-7 วัน
  • ใช้เหยื่อพิษโปรตีน พ่นเป็นจุดทุกต้นรอบแปลงและพ่นเป็นแถวต้นละจุด ห่างกันแถวละ 5 เมตร พ่นทุกสัปดาห์ หรือ เทเหยื่อพิษโปรตีนใส่ในกับดักตัดแปลง เช่น ขวดพลาสติกเจาะช่องให้แมลงสามารถบินเข้ากับดักได้ และติดตั้งกับตักสูงจากพื้นดิน 15 เซนติเมตร รอบแปลงปลูก
  • ใช้สารฆ่าแมลงที่มีประสิทธิภาพ ☠️ เช่น มาลาไทออน 83% EC อัตรา 50 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร
  • ใช้สารชีวภัณฑ์ เช่น เชื้อราบิวเวอเรีย เชื้อราเมตาไรเซียม หรือ เชื้อแบคทีเรียบาซิลลัส ทูริงเจนซีส (Bt)

แหล่งข้อมูล

  • กรมวิชาการเกษตร (https://www.doa.go.th/)
  • กลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดชลบุรี

หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม ❓ สามารถติดต่อได้ที่

  • อารักขาพืช ชลบุรี 0 3827 1697

เพิ่มเติม

  • การใช้สารเคมีควรปฏิบัติตามคำแนะนำบนฉลากอย่างเคร่งครัด
  • สวมใส่ชุดป้องกัน เมื่อใช้สารเคมี
  • เก็บสารเคมีให้พ้นมือเด็กและสัตว์เลี้ยง
  • รักษาสิ่งแวดล้อม

หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์ต่อชาวสวนพริกทุกท่านครับ

#แมลงวันทองพริก #ศัตรูพืช #พริก #ป้องกันกำจัด #เกษตรไทย

โรคราสนิมขาวในผักบุ้งจีน: อันตรายร้ายที่ต้องรู้และวิธีป้องกัน


 

โรคราสนิมขาวในผักบุ้งจีน: อันตรายร้ายที่ต้องรู้และวิธีป้องกัน

สวัสดีครับ ‍ ช่วงนี้ฝนตกชุกหลายพื้นที่ เกษตรกรผักบุ้งจีนคงต้องระวังโรคร้ายที่กำลังระบาดอย่าง "โรคราสนิมขาว" กันนะครับ โรคนี้เกิดจากเชื้อรา Albugo ipomoea-panduratae ส่งผลต่อทั้งใบ ก้านใบ และลำต้น ทำให้ใบเสียหาย ผลผลิตตก และอาจตายได้

ลักษณะอาการของโรค

  • พบจุดสีเหลืองซีดบนใบด้านบน
  • พลิกดูใต้ใบจะพบตุ่มนูนสีขาวขนาดเล็ก
  • ตุ่มนูนขยายใหญ่ขึ้น ใบอาจบิดเบี้ยว เปลี่ยนเป็นสีเหลือง และร่วง
  • บางครั้งพบอาการบนก้านใบและลำต้น

แนวทางป้องกันและแก้ไข

  1. ไถพลิกดิน ตากแดด ใส่ปูนขาว ปรับสภาพดินก่อนปลูก
  2. ใช้เมล็ดพันธุ์จากแหล่งที่ไม่มีโรค
  3. คลุกเมล็ดก่อนปลูกด้วยสารเมทาแลกซิล 35% DS อัตรา 7 กรัมต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม
  4. ไม่หว่านผักบุ้งแน่นเกินไป
  5. กำจัดวัชพืชในแปลง
  6. ตรวจแปลงสม่ำเสมอ พบโรคตัดส่วนที่เป็นโรค นำไปทำลาย พ่นสารเคมีตามคำแนะนำ โดยเฉพาะใต้ใบ พ่นซ้ำทุก 5-7 วัน หยุดพ่นก่อนเก็บเกี่ยว 7 วัน
  7. แปลงที่พบโรค หลีกเลี่ยงการให้น้ำแบบพ่นฝอย ไม่ให้น้ำชื้นแฉะ
  8. หลังเก็บเกี่ยว นำเศษขากพืชไปทำลาย
  9. ปลูกพืชหมุนเวียนในแปลงที่พบโรค

แหล่งข้อมูล

  • กรมวิชาการเกษตร (https://www.doa.go.th/)
  • กลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดชลบุรี

หากมีข้อสงสัย หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อ

  • กลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดชลบุรี
  • เบอร์โทรศัพท์: 0 3827 1697

**อย่าลืมดูแลผักบุ้งจีนของคุณอย่างใกล้ชิดนะครับ ป้องกันโรคราสนิมขาว ผลผลิตจะได้อุดมสมบูรณ์ **

#โรคราสนิมขาว #ผักบุ้งจีน #เกษตร #ป้องกันโรค #กรมวิชาการเกษตร

โรคราน้ำค้าง ข้าวโพด: อันตรายร้ายที่ต้องระวัง!


 

โรคราน้ำค้าง ข้าวโพด: อันตรายร้ายที่ต้องระวัง!

สวัสดีครับ

วันนี้ผมมีเรื่องสำคัญมาแจ้งให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดทราบ เกี่ยวกับโรคร้ายแรงที่สามารถสร้างความเสียหายให้กับพืชผลของท่านได้ นั่นคือ "โรคราน้ำค้างข้าวโพด"

สาเหตุ: โรคนี้เกิดจากเชื้อราชนิด Peronosclerospora sorghi ซึ่งจะเจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศที่มีฝนตกชุก อุณหภูมิต่ำ และความชื้นสูง ️

ลักษณะอาการ:

  • ในระยะเริ่มต้น จะพบจุดสีเขียวฉ่ำน้ำบนใบอ่อน
  • ใบข้าวโพดจะเริ่มมีสีเหลืองเป็นริ้ว 🟡
  • พบลายสีเขียวอ่อนสลับเขียวแก่บนใบ
  • ยอดข้าวโพดแตกเป็นพุ่ม ต้นแคระแกร็น 🪴
  • ข้อถี่ ไม่มีฝัก หรือมีฝักขนาดเล็ก
  • ก้านฝักมีความยาวมาก หรือมีจำนวนฝักมากกว่าปกติ แต่ไม่สมบูรณ์
  • เมล็ดมีจำนวนน้อย หรือไม่มีเมล็ดเลย

วิธีป้องกัน:

  • เลือกใช้พันธุ์ข้าวโพดที่ต้านทานโรค
  • คลุกเมล็ดพันธุ์ก่อนปลูกด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช
  • พ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืช
  • ถอนต้นที่แสดงอาการของโรคนำไปเผาทำลาย
  • ปลูกพืชชนิดอื่นหมุนเวียน

แหล่งข้อมูล:

  • กรมวิชาการเกษตร (https://www.doa.go.th/)
  • สำนักงานเกษตรจังหวัดชลบุรี

หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่

  • กลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดชลบุรี
  • โทร: 0 3827 1697

อย่าลืมดูแลพืชผลของท่านอย่างใกล้ชิดนะครับ

#ข้าวโพด #โรคราน้ำค้าง #เกษตร #เกษตรไทย #ป้องกันโรคพืช

เตือนภัย! โรคเหี่ยวเขียวในพริก ️

 



เตือนภัย! โรคเหี่ยวเขียวในพริก ️

สวัสดีครับ ‍

เพื่อน ๆ ชาวสวนพริกทุกท่าน

ช่วงนี้ฝนตกหนักหลายพื้นที่ ️ อากาศชื้นเหมาะแก่การเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย

กรมวิชาการเกษตรเตือนภัย! พบการระบาดของโรคเหี่ยวเขียวในพริก ️

ลักษณะอาการ ⬇️

  • ต้นพริกจะเหี่ยวเฉพาะใบยอดในเวลากลางวัน ☀️ แต่กลับมาปกติในเวลากลางคืน
  • อาการจะค่อย ๆ ลามลงมาจนทั้งต้นเหี่ยวเฉา โดยที่ใบยังคงเขียวอยู่
  • บริเวณโคนต้นพริกจะมีสีน้ำตาลเข้ม
  • เมื่อถอนต้นพริกขึ้นมาจะพบอาการรากเน่า 🟤
  • ตัดลำต้นตามขวาง แช่น้ำ 5-10 นาที จะเห็นของเหลวสีขาวขุ่นคล้ายน้ำนมไหลออกมา

สาเหตุ ⬇️

  • เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Ralstonia solanacearum

แนวทางป้องกัน/แก้ไข ⬇️

  • เลือกพื้นที่ปลูกที่ไม่เคยมีการระบาดของโรคมาก่อน ️ และมีการระบายน้ำที่ดี
  • ไถพรวนดินให้ลึกเกินกว่า 20 เซนติเมตร จากผิวดิน และตากดินไว้นานกว่า 2 สัปดาห์ ☀️
  • ในพื้นที่ที่เคยมีการระบาด ฆ่าเชื้อโรคในดินด้วยยูเรียผสมปูนขาว 80 : 800 กิโลกรัมต่อไร่ ‍
  • หมั่นตรวจแปลงปลูก ️‍♀️ เมื่อพบต้นที่แสดงอาการ ให้ขุดต้นที่เป็นโรค นำไปทำลายนอกแปลงปลูก ❌
  • ทำความสะอาดเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการเกษตรทุกครั้งหลังใช้
  • ในแปลงที่มีการระบาด หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว นำส่วนต่าง ๆ ของพืชที่เป็นโรคไปทำลายนอกแปลงปลูก ️
  • ไม่ควรปลูกพืชอาศัยของเชื้อสาเหตุโรค เช่น พืชตระกูลขิง พืชตระกูลมะเขือ มันฝรั่ง ถั่วลิสง ‍♀️
  • สลับปลูกพืชชนิดอื่นที่ไม่ใช่พืชอาศัย เช่น ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง

แหล่งข้อมูล ⬇️

**มาช่วยกันป้องกันโรคเหี่ยวเขียวในพริก ️ เพื่อรักษาผลผลิตและรายได้ของเรา **

**อย่าลืมแชร์โพสต์นี้ให้เพื่อน ๆ เกษตรกรท่านอื่น ๆ ได้ทราบทั่วกันนะครับ! **

#โรคเหี่ยวเขียว #พริก #เกษตร #เกษตรไทย #ป้องกันโรคพืช #กรมวิชาการเกษตร

โรคไหม้ข้าว : อันตรายร้ายแรงต่อผลผลิตข้าวของเกษตรกรไทย


 

โรคไหม้ข้าว : อันตรายร้ายแรงต่อผลผลิตข้าวของเกษตรกรไทย

สวัสดีครับ

วันนี้ผมมีเรื่องราวเกี่ยวกับโรคพืชที่สร้างความเสียหายร้ายแรงต่อผลผลิตข้าวของเกษตรกรไทยมาเล่าให้ฟังครับ โรคนี้มีชื่อว่า "โรคไหม้ข้าว"

สาเหตุของโรคไหม้ข้าว เกิดจากเชื้อราชนิด Pyricularia oryzae Cav. ครับ

ลักษณะอาการของโรค สามารถพบได้ในทุกระยะการเจริญเติบโตของข้าว ดังนี้

  • ระยะกล้า ใบจะมีแผลจุดสีน้ำตาลคล้ายรูปตา สีเทาตรงกลาง แผลกว้าง 2-5 มม. ยาว 10-15 มม. แผลลุกลามทั่วใบ กล้าข้าวแห้งฟุบตาย
  • ระยะแตกกอ พบอาการที่ใบ ข้อต่อใบ และข้อต่อลำต้น แผลมีขนาดใหญ่กว่าระยะกล้า ลุกลามติดต่อกัน ใบมีแผลน้ำสีน้ำตาลดำ หลุดจากกาบใบ
  • ระยะออกรวง ข้าวเพิ่งออกรวง เชื้อราจะเข้าท้าลายเมล็ด ข้าวจะสืบหมด
    • ถ้าเป็นโรคตอนรวงข้าวแก่ ใกล้เก็บเกี่ยว จะปรากฏรอยแผลทำสีน้ำตาลที่คอรวง เปราะหักง่าย รวงข้าวร่วงเสียหาย

แนวทางป้องกันและแก้ไข

  • คลุกเมล็ดพันธุ์ด้วยสารป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น ไตรโชคลาโซล คาซูกาไมซิน คาร์เบนดาซิม โพรคลอราช ตามอัตราที่ฉลากระบุ
  • หว่านเมล็ดพันธุ์ในอัตราที่เหมาะสม 15-20 กิโลกรัมต่อไร่ แปลงควรมีถ่ายเทอากาศดี ไม่ใส่ปุ๋ยไนโตรเจนสูงเกินไป
  • สำรวจแปลงนาอย่างสม่ำเสมอ พบอาการของโรคให้ปฏิบัติดังนี้
    • พ่นเชื้อบีเอส (บาซิลลัส ขับทีลิส) อัตราตามคำแนะนำในฉลาก
    • พ่นเชื้อไตรโครเดอร์มา 1 กิโลกรัมต่อน้ำ 200 ลิตร
  • ในแหล่งที่เคยมีโรคระบาด พบแผลโรคทั่วไป 5% ของพื้นที่ใบ (พบเฉลี่ย 2-3 แผลต่อใบ) ฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น ไตรไซคลาโซล คาซูกาไมชิน อีดิเฟนฟอส ไอโซโพรไทโอเลน คาร์เบนดาซิม ตามอัตราที่ฉลากระบุ
  • ใช้พันธุ์ต้านทานต่อโรค เช่น สุพรรณบุรี 1 สุพรรณบุรี 60 ปราจีนบุรี 1

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม เกี่ยวกับโรคไหม้ข้าว สามารถติดต่อหรือศึกษาข้อมูลจากหน่วยงานดังนี้

  • กรมวิชาการเกษตร https://www.doa.go.th/
  • สำนักงานเกษตรจังหวัด ทั่วประเทศ

ด้วยความปรารถนาดีครับ

ปล.

  • เกษตรกรควรหมั่นตรวจสอบแปลงนาอย่างสม่ำเสมอ
  • พบเห็นสัญญาณเตือนของโรค ให้รีบดำเนินการป้องกันและแก้ไขทันที
  • การใช้สารเคมีป้องกันกำจัดโรคพืชควรทำตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด
  • เลือกใช้สารเคมีที่ปลอดภัยต่อผู้ใช้ สิ่งแวดล้อม และผู้บริโภค

หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรทุกท่านนะครับ

เตือนภัย! หนอนกระทู้ผัก บุกสวนผัก



เตือนภัย! หนอนกระทู้ผัก บุกสวนผัก

สวัสดีครับ ‍

วันนี้ผมมีเรื่องสำคัญมาแจ้งให้ทุกท่านทราบครับ ❗❗❗

ช่วงนี้กำลังมีหนอนกระทู้ผักระบาดหนัก กำลังสร้างความเสียหายให้กับพืชตระกูลทานใบ เช่น คะน้า กะหล่ำปลี ผักกาดขาว ผักกวางตุ้ง กะหล่ำดอก บรอกโคลี ฯลฯ

ลักษณะอาการ

  • หนอนระยะแรกจะเข้าทำลายเป็นกลุ่ม
  • ระยะต่อมาจะทำลายรุนแรงมากขึ้น
  • หนอนมีขนาดใหญ่
  • กัดกินใบ ก้าน หรือเข้าทำลายในหัวผักกาด
  • การเข้าทำลายมักเกิดเป็นหย่อมๆ ตามจุดที่ตัวเต็มวัยเพศเมียวางไข่

แนวทางป้องกัน/แก้ไข

  • การใช้วิธีเขตกรรม เช่น การไถตากดิน และการเก็บซากพืชอาหาร ️ เพื่อกำจัดดักแด้และลดแหล่งอาหารใน การขยายพันธุ์ของหนอนกระทู้ผัก
  • การใช้วิธีกล โดยการเก็บกลุ่มไข่ และหนอนทำลาย จะช่วยลดการระบาดลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ ปลอดภัย
  • การใช้สารจุลินทรีย์ฆ่าแมลง ได้แก่ การใช้เชื้อแบคทีเรีย บาซิลลัส ทูริงเยนซิส Bacillus thuringiensis (BT) อัตรา 60 - 80 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร
  • การใช้สารฆ่าแมลงที่มีประสิทธิภาพ ☠️ ได้แก่
    • คลอร์ฟีนาเพอร์ 10% SC อัตรา 30 - 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร
    • สปินโนแซด 12% SC อัตรา 20 - 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร
    • อินตอกขาคาร์บ 15% EC อัตรา 15 - 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร
    • คลอร์ฟูอาชูรอน 5% EC อัตรา 20 - 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร
    • อีมาเมกตินเบนโซเอต 1.92% EC อัตรา 15 - 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร
    • ลูเฟนนูรอน 5% EC อัตรา 20 - 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร

แหล่งข้อมูล

ติดต่อ

  • กลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดชลบุรี 0 3827 1697

Facebook

  • อารักขาพืช ชลบุรี 

หมายเหตุ

  • ข้อมูลในโพสต์นี้เป็นข้อมูลทั่วไป เกษตรกรควรศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดเพิ่มเติมก่อนนำไปใช้
  • การใช้สารเคมีควรปฏิบัติตามคำแนะนำบนฉลากอย่างเคร่งครัด ⚠️
  • ควรสวมใส่ชุดป้องกันร่างกายที่เหมาะสมเมื่อใช้สารเคมี

**ช่วยกันแชร์โพสต์นี้เพื่อเป็นการแจ้งเตือนเกษตรกรท่านอื่นๆ ด้วยนะครับ **

#หนอนกระทู้ผัก #ระบาด #พืชตระกูลทานใบ #ป้องกัน #แก้ไข #เกษตรไทย

 

เตือนเกษตรกร! ระวังหนอนชอนใบส้ม


 

เตือนเกษตรกร! ระวังหนอนชอนใบส้ม

สวัสดีครับ เกษตรกรผู้ปลูกพืชตระกูลส้มทุกท่าน

ช่วงนี้สภาพอากาศร้อนชื้น เหมาะกับการระบาดของ "หนอนชอนใบส้ม" แมลงศัตรูตัวสำคัญที่สร้างความเสียหายให้กับสวนส้มของท่าน

ลักษณะอาการ

  • ใบส้มมีรอยเป็นเส้นทางสีขาวเรียวยาว คดเคี้ยวไปมา
  • ใบบิดงอลงทางด้านที่มีหนอนทำลาย
  • ในกรณีระบาดรุนแรง หนอนอาจเข้าทำลายกิ่งอ่อนและผลอ่อน
  • รอยแผลจากการทำลายเป็นช่องทางให้เชื้อโรคเข้าทำลาย

แนวทางป้องกัน/แก้ไข

  1. บังคับยอดให้แตกพร้อมกัน ช่วยควบคุมประชากรหนอนชอนใบส้ม
  2. เก็บใบอ่อนมะนาวที่พบหนอนชอนใบส้มทำลายทิ้ง
  3. สำรวจยอดอ่อน หากถูกทำลายเกิน 50% พ่นสารฆ่าแมลง เช่น ปิโตรเลียมสเปรย์ออยล์ โคลไทอะนิดิน ไทอะมีทอกแซม หรือ อิมิดาโคลพริด
  4. พ่นสารฆ่าแมลงให้ทั่วทั้งหลังใบและหน้าใบ
  5. กรณีพบการระบาดซ้ำ ให้พ่นซ้ำ

ข้อควรระวัง

  • การใช้ปิโตรเลียมสเปรย์ออยล์ ต้องใช้อัตราน้ำมากกว่าการพ่นสารฆ่าแมลงทั่วไป เพื่อให้สารน้ำมันเคลือบใบพืช

แหล่งข้อมูล

  • กรมวิชาการเกษตร (https://www.doa.go.th/)
  • สำนักงานเกษตรจังหวัดชลบุรี

หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม

  • ติดต่อเจ้าหน้าที่เกษตรใกล้บ้านท่าน

มาช่วยกันป้องกันสวนส้มของเราจากหนอนชอนใบส้ม เพื่อผลผลิตที่มั่นคงและปลอดภัยกันครับ

#หนอนชอนใบส้ม #ส้ม #มะนาว #มะกรูด #ส้มเขียวหวาน #เกษตรไทย

เตือนภัย! โรคแคงเกอร์ ระบาดในพืชตระกูลส้ม

 

เตือนภัย! โรคแคงเกอร์ ระบาดในพืชตระกูลส้ม

สวัสดีครับ เกษตรกรผู้ปลูกพืชตระกูลส้ม วันนี้ผมมีข่าวเตือนภัยมาฝากครับ

ช่วงนี้สภาพอากาศร้อน มีฝนตก และฝนตกหนักบางพื้นที่ ️ เหมาะแก่การระบาดของ โรคแคงเกอร์ ในพืชตระกูลส้ม เช่น มะนาว มะกรูด ส้มโอ และส้มเขียวหวาน

อาการของโรคแคงเกอร์ ⚠️

  • บนใบ: เริ่มแรกเป็นจุดฉ่ำน้ำ ต่อมาขยายใหญ่เป็นแผลจุดนูนสีเหลืองอ่อน ลักษณะฟูคล้ายฟองน้ำ แผลจะแข็งมีสีน้ำตาลเข้ม ตรงกลางแผลยุบตัว ขอบแผลยกตัวขึ้น
  • บนกิ่ง: ลักษณะคล้ายอาการบนใบ แต่ไม่มีวงสีเหลืองล้อมรอบแผล
  • บนผล: ลักษณะคล้ายอาการบนใบ แต่จะเกิดเป็นแผลเดี่ยว มีลักษณะกลมฝังลึกลงไปในผิว แผลจะขยายเป็นสะเก็ดใหญ่ รูปร่างไม่แน่นอน

แนวทางป้องกัน/แก้ไข

  • เลือกกิ่งพันธุ์จากแหล่งปลูกที่ไม่มีโรค
  • ตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ ️‍♂️ พบอาการโรค ให้ตัดแต่งส่วนที่เป็นโรค เก็บเศษพืชที่ร่วงหล่นไปทำลายนอกแปลง ️
  • พ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืช กลุ่มสารประกอบทองแดง เช่น คอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ 85% WP อัตรา 30 - 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร
  • กำจัดแมลงพวกหนอนชอนใบ โดยพ่นยาฆ่าแมลง

แหล่งข้อมูล

  • กรมวิชาการเกษตร (https://www.doa.go.th/)
  • กลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดชลบุรี

หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม ⁉️

ติดต่อเจ้าหน้าที่เกษตรใกล้บ้านท่านได้เลยครับ

ขอให้โชคดีและปลอดภัยจากโรคแคงเกอร์นะครับ!

#โรคแคงเกอร์ #พืชตระกูลส้ม #เกษตร #เกษตรไทย

โรคเหี่ยวเขียว มะเขือเทศ: ภัยร้ายของเกษตรกร


โรคเหี่ยวเขียว มะเขือเทศ: ภัยร้ายของเกษตรกร

รู้หรือไม่? โรคเหี่ยวเขียว มะเขือเทศ เป็นโรคพืชที่สร้างความเสียหายให้กับเกษตรกรอย่างมาก! ‍

สาเหตุ:

  • เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Ralstonia solanacearum
  • มักพบในช่วงที่มีฝนตกหนัก ️
  • อากาศร้อนจัด

อาการ:

  • ใบล่างเหี่ยวและลู่ลง
  • ใบแก่เหลือง 🟡
  • ต้นเหี่ยวทั้งต้น
  • รากเน่า 🟤
  • ตัดลำต้นตามขวาง จะมีเมือกสีขาวขุ่นไหลออกมา

วิธีป้องกัน:

  1. เลือกพื้นที่ปลูกที่ไม่เคยมีโรคนี้มาก่อน ️
  2. ไถพรวนดินให้ลึก 20 เซนติเมตร
  3. ฆ่าเชื้อโรคในดินด้วยยูเรียผสมปูนขาว ‍
  4. ควบคุมความชื้นในดิน
  5. ปลูกพืชหมุนเวียน
  6. ทำลายต้นที่เป็นโรค ️
  7. ทำความสะอาดเครื่องมือ

หากพบอาการ ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่เกษตรใกล้บ้านทันที!

แหล่งข้อมูล:

#โรคพืช #มะเขือเทศ #เกษตรไทย

วันพฤหัสบดีที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2567

เตือนภัย! เพลี้ยไก่แจ้ทุเรียน ภัยคุกคามทุเรียนไทย


 

เตือนภัย! เพลี้ยไก่แจ้ทุเรียนระบาดหนัก ภัยคุกคามทุเรียนไทย

สวัสดีครับ เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนทุกท่าน วันนี้ผมมีเรื่องสำคัญมาแจ้งให้ทราบครับ

จากข้อมูลของกรมวิชาการเกษตร พบว่า เพลี้ยไก่แจ้ทุเรียนกำลังระบาดหนักในหลายพื้นที่ ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยของเพลี้ยชนิดนี้จะดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบอ่อน ทำให้ใบอ่อนเป็นจุดสีเหลือง ไม่เจริญเติบโต เมื่อระบาดมาก ๆ จะทำให้ใบหงิกงอและแห้งร่วง

ลักษณะอาการ

  • ใบอ่อนเป็นจุดสีเหลือง ไม่เจริญเติบโต
  • ใบหงิกงอและแห้งร่วง
  • พบสารเหนียวสีขาวปกคลุมใบทุเรียน

แนวทางป้องกัน/แก้ไข

  • สำรวจสวนทุเรียนอย่างสม่ำเสมอ ️‍♂️️‍♀️
  • อนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติ
  • บังคับทุเรียนให้แตกใบอ่อนพร้อมกัน
  • กรณีพบการระบาดมาก ให้พ่นด้วยสารเคมีกำจัดแมลง ☠️☠️☠️

สารเคมีกำจัดแมลงที่แนะนำ

  • แลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% EC อัตรา 10 มิลลิลิตร
  • อิมิดาโคลพริด 70% WG อัตรา 5 กรัม
  • ไทอะมีทอกแซม 25% WG% อัตรา 8 กรัม
  • ไดโนที่ฟูแรน 10% WP อัตรา 15 กรัม
  • ไทอะมีทอกแซม/แลมบ์ดา - ไซฮาโลทริน 14.1% / 10.6% ZC อัตรา 30 มิลลิลิตร
  • คาร์บาริล 85% WP อัตรา 10 กรัม

แหล่งข้อมูล

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม

  • กลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดชลบุรี 0 3827 1697

อย่าลืมดูแลทุเรียนของคุณอย่างใกล้ชิดนะครับ หากพบเห็นสัญญาณของการระบาด ให้รีบดำเนินการป้องกันและกำจัดโดยทันที เพื่อป้องกันความเสียหายต่อผลผลิตครับ

#เพลี้ยไก่แจ้ทุเรียน #ทุเรียน #เกษตร #เกษตรไทย

โรคใบติด หรือใบไหม้ ในทุเรียน : ศัตรูร้ายที่เกษตรกรควรรู้จัก



โรคใบติด หรือใบไหม้ ในทุเรียน : ศัตรูร้ายที่เกษตรกรควรรู้จัก

สวัสดีครับ ‍

วันนี้ขอมาแจ้งเตือนภัยโรคพืชสำคัญในทุเรียนที่พบได้บ่อย during ช่วงนี้ นั่นคือ "โรคใบติด หรือใบไหม้"

สาเหตุ ของโรคนี้เกิดจากเชื้อรา Rhizoctonia solani ครับ พบได้บ่อยบริเวณใบอ่อน

ลักษณะอาการ ของโรค เริ่มแรกจะพบแผลคล้ายถูกน้ำร้อนลวกบนใบ ต่อมาแผลจะขยายตัวและเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ขนาดและรูปร่างไม่แน่นอน ใบที่เป็นโรคจะไหม้ แห้ง และหลุดร่วง

วิธีป้องกันและแก้ไข มีดังนี้ครับ:

  1. ตัดแต่งทรงพุ่ม ให้โปร่ง และ กำจัดวัชพืช ในแปลงปลูก เพื่อลดความชื้นสะสม
  2. หมั่นสำรวจแปลงปลูก อย่างสม่ำเสมอ หากพบโรค ให้ ตัดส่วนที่เป็นโรค และ เก็บเศษพืช ที่เป็นโรคและใบที่ร่วงหล่น ไปผาทำลายนอกแปลงปลูก ️ และ พ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืช ทุก 7 - 10 วัน โดยพ่นที่ใบให้ทั่วทั้งต้น

สารเคมีที่แนะนำ

  • ที่บูโคนาโซล 50% + ไตรฟลอกซีสโตรบิน 25% WG อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร
  • เพนทิโอไพแรด 20% SC อัตรา 10 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร
  • เฮกซะโคนาโซล 5% SC อัตรา 20 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร
  • คอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ 85% WP อัตรา 30 - 50 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร
  • คอปเปอร์ไฮดรอกไซด์ 77% WP อัตรา 20 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร
  1. ในแปลงปลูกที่มีความชื้นสูง และมีการระบาดของโรคเป็นประจำ ไม่ควรใส่ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูง ‍♂️ เพื่อลดการแตกใบ

แหล่งข้อมูล

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อ กลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดชลบุรี ได้ที่

  • เบอร์โทรศัพท์: 0 3827 1697
  • ที่อยู่: 68/5 ม.2 ต.บ้านสวน อ.เมืองชลบุรี จ.ชลบุรี

อย่าลืมดูแลสวนทุเรียนของคุณอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันโรคใบติด หรือใบไหม้ และเก็บเกี่ยวผลผลิตที่ได้คุณภาพนะครับ ‍

#โรคใบติด #โรคใบไหม้ #ทุเรียน #เกษตร #เกษตรกร #สวน #ผลไม้ #ไทย

 

หนอนหน้าแมว: ศัตรูตัวร้ายของปาล์มน้ำมัน


 

หนอนหน้าแมว: ศัตรูตัวร้ายของปาล์มน้ำมัน

หนอนหน้าแมว เป็นหนอนผีเสื้อที่กินใบปาล์มน้ำมันเป็นอาหาร เมื่อหนอนโตขึ้นจะกัดกินใบจนขาด ทำให้ผลผลิตปาล์มน้ำมันลดลง ต้นปาล์มเจริญเติบโตช้า

ลักษณะอาการ

  • หนอนหน้าแมวจะกัดกินใบปาล์มน้ำมัน
  • หนอนวัยเล็กจะกัดกินผิวใบ
  • เมื่อหนอนโตขึ้นจะกัดกินใบจนขาด
  • ถ้าระบาดรุนแรง ใบจะถูกกัดจนเหลือแต่ก้านใบ
  • ผลผลิตปาล์มน้ำมันลดลง
  • ต้นปาล์มเจริญเติบโตช้า

วิธีป้องกัน

  • การใช้วิธีกล
    • ตัดใบย่อยที่มีหนอนหน้าแมว ✂️
    • จับผีเสื้อ
    • เก็บดักแด้
  • การใช้กับดักแสงไฟ
    • ใช้กับดักแสงไฟล่อผีเสื้อ
    • วางกับดักแสงไฟในช่วงที่ดักแด้กำลังออกเป็นผีเสื้อ
  • การใช้ชีววิธี
    • พ่นเชื้อแบคทีเรีย บาซิลลัส ทูริงเยนซิส (Bacillus thuringiensis: BT)
  • การใช้สารเคมี
    • พ่นสารเคมี เช่น ฟลูเบนไดอะไมด์, คลอแรนทรานิลโพรล, ฟิโพรนิล, อีมาเมกตินเบนโซเอต
  • การใช้วิธีผสมผสาน
    • ใช้กับดักแสงไฟสลับกับการใช้สารฆ่าแมลงหรือเชื้อแบคทีเรีย
    • ใช้เชื้อแบคทีเรียสลับกับการใช้สารฆ่าแมลง

แหล่งข้อมูล

หากพบเห็นหนอนหน้าแมว

  • แจ้งเจ้าหน้าที่เกษตรใกล้บ้าน ‍
  • เก็บตัวอย่างหนอนหรือผีเสื้อไว้ตรวจสอบ

ด้วยความห่วงใยครับ

#หนอนหน้าแมว #ปาล์มน้ำมัน #ศัตรูพืช #การเกษตร

โรคใบไหม้แผลใหญ่ในข้าวโพด : อันตรายร้ายที่เกษตรกรควรรู้


 

โรคใบไหม้แผลใหญ่ในข้าวโพด : อันตรายร้ายที่เกษตรกรควรรู้

สวัสดีครับ เกษตรกรชาวไทยทุกท่าน วันนี้ผมมีเรื่องสำคัญมาแจ้งให้ทราบ เกี่ยวกับโรคพืชที่สร้างความเสียหายร้ายแรงต่อแปลงข้าวโพดของเรา นั่นคือ โรคใบไหม้แผลใหญ่ ครับ

สาเหตุของโรค

โรคใบไหม้แผลใหญ่ในข้าวโพด เกิดจากเชื้อราชนิด Exserohilum turcicum ครับ

ลักษณะอาการของโรค

  • ในระยะแรก จะพบแผลขนาดเล็กสีคล้ายฟางข้าวบนใบข้าวโพด
  • ต่อมาแผลจะขยายใหญ่ขึ้น มีสีเทาหรือสีน้ำตาลอ่อน ยาวตามใบข้าวโพด หัวท้ายเรียวคล้ายรูปกระสวย
  • เมื่อสภาพแวดล้อมเหมาะสม จะพบแผลบนใบหลายแผล ขยายรวมกัน ทำให้ใบข้าวโพดแห้งตาย
  • สามารถพบอาการของแผลได้บนกาบฝัก
  • ข้าวโพดที่เป็นโรครุนแรง จะทำให้ฝักไม่สมบูรณ์

สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการระบาดของโรค ️️

  • เชื้อราจะสร้างสปอร์บนแผลเก่า และจะสร้างสปอร์จำนวนมากในสภาพความชื้นสูง
  • ที่มีอุณหภูมิระหว่าง 18 - 27 องศาเซลเซียส
  • สปอร์จะแพร่ไปโดยลมและฝน
  • เมื่อมีความชื้น สปอร์จะงอกเข้าทำลายใบข้าวโพด และแสดงอาการของโรคในส่วนอื่นต่อไป
  • เชื้อราสามารถอยู่ข้ามฤดูได้ในเศษซากพืช

แนวทางป้องกันและแก้ไขโรค

  • สำรวจแปลงข้าวโพดอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง
  • หลีกเลี่ยงการปลูกข้าวโพดพันธุ์อ่อนแอ ต่อโรคใบไหม้แผลใหญ่
  • ปลูกข้าวโพดพันธุ์ต้านทาน
  • หลีกเลี่ยงการปลูกข้าวโพดหลายฤดูติดต่อกัน
  • เมื่อเริ่มพบข้าวโพดเริ่มแสดงอาการของโรค
    • พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น โพรพิโคนาโซล 25% EC อัตรา 15 มิลลิลิตร
    • อะซอกซีสโตรบิน 20% SC + ไดฟีโนโคนาโซล 12.5% SC อัตรา 15 มิลลิลิตร
    • คาร์เบนดาซิม 12.5% SC + อีพอกซีโคนาโซล 12.5% SC อัตรา 25 มิลลิลิตร
    • โดยเลือกสารชนิดใดชนิดหนึ่งผสมน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 7 วัน จำนวน 2-24 ครั้ง
    • ตามความรุนแรงของโรค
  • ปลูกพืชหมุนเวียน กำจัดวัชพืชและพืชอาศัย
  • ชุดหรือถอนต้นที่เป็นโรคไปเผาท้าลาย

แหล่งข้อมูล

  • กรมวิชาการเกษตร : https://www.doa.go.th/
  • กลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดชลบุรี : 0 3827 1697

หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม ⁉️

สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ กลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดชลบุรี หรือหน่วยงานเกษตรใกล้บ้านท่านได้เลยครับ

ฝากถึงเกษตรกรทุกท่าน

หมั่นดูแลแปลงข้าวโพดของท่านอย่างสม่ำเสมอ และป้องกันโรคใบไหม้แผลใหญ่
เพื่อป้องกันความเสียหายต่อผลผลิต และรักษาผลกำไรของท่าน

ขอให้โชคดีกับการเกษตรครับ

แมลงหวี่ขาวใยเกลียว ศัตรูร้ายของพืชไร่ ผัก และผลไม้ ️

 



แมลงหวี่ขาวใยเกลียว ศัตรูร้ายของพืชไร่ ผัก และผลไม้ ️

สวัสดีครับ ‍

วันนี้ผมมีเรื่องราวเกี่ยวกับศัตรูพืชตัวร้ายมาฝากกันครับ นั่นคือ แมลงหวี่ขาวใยเกลียว ️ แมลงชนิดนี้พบได้บ่อยในพืชไร่ ผัก และผลไม้หลายชนิด เช่น มันสำปะหลัง พริก มะเขือ ถั่วพู ฝรั่ง พุทรา น้อยหน่า กัญชง และกัญชา

ลักษณะอาการ

  • แมลงหวี่ขาวใยเกลียวทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยจะอาศัยอยู่รวมเป็นกลุ่มใต้ใบพืช
  • ดูดกินน้ำเลี้ยงจากพืช ทำให้เกิดรอยแผลเป็นจุดสีเหลืองขนาดเล็ก
  • ใบพืชจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและแห้งตาย
  • แมลงหวี่ขาวใยเกลียวเป็นพาหะนำเชื้อไวรัสมาสู่พืช

แนวทางป้องกันและแก้ไข

1. กำจัดวัชพืช

  • กำจัดวัชพืชทั้งภายในและรอบแปลงปลูก
  • เน้นกำจัดวัชพืชที่เป็นพืชอาศัยของแมลงหวี่ขาว เช่น หญ้ายาง
  • หลีกเลี่ยงการปลูกพืชอาศัยของแมลงหวี่ขาวใกล้แปลงปลูก ❌

2. เลือกใช้ต้นพันธุ์ที่แข็งแรง

  • เลือกใช้ต้นพันธุ์ที่แข็งแรง ปลอดโรค และแมลง

3. ติดตั้งกับดักกาวเหนียวสีเหลือง 🟡

  • ติดตั้งกับดักกาวเหนียวสีเหลืองในแปลงปลูก 5 กับดักต่อ 1 แปลงปลูก
  • เปลี่ยนกับดักทุก 30 วัน ️

4. สำรวจประชากรของแมลงหวี่ขาว

  • สำรวจประชากรของแมลงหวี่ขาวทั้งบนต้นและในกับดักตลอดการปลูก สัปดาห์ละ 1 ครั้ง
  • ถ้าพบแมลงหวี่ขาวเฉลี่ย 3 ตัวต่อกับดัก หรือ บนต้นทำการสำรวจ 50 ต้น พบแมลงหวี่ขาว 10 ต้น ️
  • ให้พ่นด้วยสารกำจัดแมลง เช่น มีโพรนิล อัตรา 10 มิลลิลิตร หรือ สไปโรมีชิเฟน 15 มิลลิลิตร หรือ บูโพรเฟชิน อัตรา 15 มิลลิลิตร หรือ ไทอะมีทอกแซม/แลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน อัตรา 10 มิลลิลิตร หรือ อิมิดาโคลพริด อัตรา 5 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร
  • เน้นพ่นสารกำจัดแมลงใต้ใบ ใต้ต้น
  • พ่นสารติดต่อกันอย่างน้อย 2 ครั้ง ห่างกัน 7 วัน ️

5. หลีกเลี่ยงการใช้สารกำจัดแมลงชนิดเดียวติดต่อกัน

  • ไม่ควรพ่นสารชนิดใดชนิดหนึ่งติดต่อกันหลายครั้ง
  • เพราะจะทำให้แมลงหวี่ขาวต้านทานต่อสารกำจัดแมลงได้ ☠️

แหล่งข้อมูล

  • กรมวิชาการเกษตร https://www.doa.go.th/
  • สำนักงานเกษตรจังหวัดชลบุรี

หมายเหตุ

  • ข้อมูลในโพสต์นี้เป็นเพียงแนวทางเบื้องต้น ℹ️
  • เกษตรกรควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ
  • ปรึกษาเจ้าหน้าที่เกษตรใกล้บ้านเพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติม ‍

**หวังว่าโพสต์นี้จะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรทุกท่านนะครับ **

**#แมลงหวี่ขาวใยเกลียว #ศัตรูพืช #พืชไร่ #ผัก #ผลไม้ #กรมวิชาการเกษตร #สำนักงานเกษตรจังหวัดชลบุรี

เพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง: ศัตรูตัวร้ายของเกษตรกร ❌


 

เพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง: ศัตรูตัวร้ายของเกษตรกร

สวัสดีครับ! วันนี้ผมมีเรื่องราวเกี่ยวกับแมลงศัตรูพืชตัวสำคัญในวงการมันสำปะหลังมาฝากกันครับ นั่นคือ "เพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง" ตัวร้ายที่สร้างความเสียหายให้กับไร่มันสำปะหลังของเกษตรกรมาอย่างยาวนาน

เพลี้ยแป้งมันสำปะหลังมีลักษณะอย่างไร?

  • ตัวเต็มวัยมีขนาดเล็ก ลำตัวเป็นสีชมพู อ่อน หรือเทา มีผงแป้งปกคลุมอยู่ทั่วตัว
  • ตัวอ่อนมีสีขาว อ่อน หรือเหลือง
  • เพลี้ยแป้งทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยจะดูดกินน้ำเลี้ยงจากยอด ใบ และส่วนตาของมันสำปะหลัง

เพลี้ยแป้งมันสำปะหลังสร้างความเสียหายอย่างไร?

  • ทำให้พืชเจริญเติบโตชะงัก ยอดหงิกเป็นพุ่ม
  • ลำต้นบิดเบี้ยว
  • ใบและยอดแห้งตาย
  • หัวมันสำปะหลังมีขนาดเล็ก
  • เปอร์เซ็นต์แป้งต่ำ
  • ในบางกรณีอาจทำให้ต้นมันสำปะหลังตายได้

แล้วเราจะป้องกันและกำจัดเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังได้อย่างไร? ‍♂️

1. เฝ้าระวังการระบาดอย่างสม่ำเสมอ

  • ตรวจแปลงมันสำปะหลังอย่างสม่ำเสมอ
  • หากพบเห็นเพลี้ยแป้ง ให้รีบดำเนินการกำจัด

2. ใช้ท่อนพันธุ์ที่สะอาด

  • เลือกใช้ท่อนพันธุ์ที่ปราศจากเพลี้ยแป้ง
  • ควรนำท่อนพันธุ์จากแหล่งที่เชื่อถือได้

3. ส่งเสริมแมลงศัตรูธรรมชาติ

  • แมลงศัตรูธรรมชาติ เช่น แมลงช้างปีกใส และด้วงเต่า ช่วยควบคุมปริมาณเพลี้ยแป้งได้

4. ใช้สารฆ่าแมลงเมื่อจำเป็น ☠️

  • ควรใช้สารฆ่าแมลงเมื่อมีการระบาดของเพลี้ยแป้งอย่างรุนแรง
  • เลือกใช้สารฆ่าแมลงที่มีประสิทธิภาพ
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำบนฉลากอย่างเคร่งครัด

5. หยุดพ่นสารฆ่าแมลงก่อนเก็บเกี่ยว 7 วัน

  • เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค

แหล่งข้อมูล

**มีคำถามเพิ่มเติม หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง สามารถสอบถามได้ที่คอมเมนต์ด้านล่างเลยนะครับ **

#เพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง #ศัตรูพืช #มันสำปะหลัง #เกษตรกร #ป้องกันกำจัด #แมลงศัตรูธรรมชาติ #สารฆ่าแมลง

ไรแดงมันสำปะหลัง: ศัตรูตัวร้ายที่ทำให้ต้นมันของคุณตายได้!


 

ไรแดงมันสำปะหลัง: ศัตรูตัวร้ายที่ทำให้ต้นมันของคุณตายได้!

สวัสดีครับ ‍

วันนี้ผมมีเรื่องสำคัญมาบอกเกษตรกรทุกท่านครับ ❗️

ไรแดง เป็นแมลงศัตรูพืชสำคัญของมันสำปะหลัง ที่ระบาดหนักในช่วงนี้

ไรแดง นั้นดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบมันสำปะหลัง ทำให้ใบเหลืองซีด ม้วนงอ และร่วง ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของต้นมัน และอาจทำให้ต้นตายได้

ไรแดง นั้นมี 2 ชนิดครับ ️ คือ

  1. ไรแดงหม่อน: ดูดกินน้ำเลี้ยงจากส่วนใบล่างและขยายปริมาณชิ้นส่วนยอด
  2. ไรแดงมันสำปะหลัง: ดูดกินน้ำเลี้ยงบนหลังใบของส่วนยอดและขยายปริมาณลงสู่ใบส่วนล่าง

วิธีป้องกันไรแดง นั้นมีดังนี้ครับ

  1. หลีกเลี่ยงการปลูกมันสำปะหลังในสภาพอากาศแห้งแล้ง
  2. หมั่นตรวจแปลงในช่วงสภาพอากาศแห้งแล้ง ️‍♀️ ถ้าพบ ไรแดง ให้เก็บใบมันสำปะหลังมาทำลาย ️
  3. อนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติในแปลงมันสำปะหลัง เช่น ด้วงเท่าตัวซ้ำ
  4. กรณีจำเป็นต้องใช้สารเคมี ให้เลือกใช้สารป้องกันกำจัดไรชนิดใดชนิดหนึ่ง

แหล่งข้อมูล

  • กรมวิชาการเกษตร (https://www.doa.go.th/)
  • กลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดชลบุรี

หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ กลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดชลบุรี ☎️ 0 3827 1697

อย่าลืมแชร์โพสนี้ให้เกษตรกรท่านอื่น ๆ ด้วยนะครับ!

#มันสำปะหลัง #ไรแดง #ศัตรูพืช #เกษตรไทย #กรมวิชาการเกษตร

Esri map ทำแผนที่แล้วแชร์ให้เพื่อน ๆ ทำยังไง ไปดู!!!

Esri map ทำแผนที่แล้วแชร์ให้เพื่อน ๆ ทำยังไง ไปดู!!!            สวัสดีครับ ผมขอเล่าเรื่องราวที่ได้ไปลงพื้นที่เมื่อสัปดาห์ก่อนให้ฟังหน่อยนะคร...